Photo: Aspenbreeze
การรักษาพันธุ์สัตว์ป่าไว้มีจุดมุ่งหมายอยู่ที่การรักษาคุณค่าของชีวิตไว้กับมนุษยชาติ
เรื่องราวต่อไปนี้อาจเป็นคำตอบว่าทำไมต้องสงวนพันธุ์สัตว์ป่า
จากจุดกำเนิดของสิ่งมีชีวิตในโลกนี้ เมื่อดวงอาทิตย์ส่องแสงมายังโลก
พลังงานแสงและพลังงานอื่นๆ ได้ถูกดูดเข้ามาเก็บสะสมไว้ ทำให้เกิดชีวิตเล็กๆ
ซึ่งกลายเป็นพืชที่คอยช่วยปกคลุมผิวโลกไม่ให้ถูกน้ำฝนกัดเซาะมากเกินไป
การทำงานของพืช คือเอาพลังงานแสงมาใช้ เพื่อเปลี่ยนแปลงแร่ธาตุจากดิน
มาเป็นพลังงานเคมี แล้วเก็บรักษาไว้ในรูปแบบต่างๆ เช่น ใบ ดอก ผลและลำต้น
พลังงานเคมีเหล่านี้ถูกสร้างสะสมไว้บนผิวโลกมากขึ้นเรื่อยๆ
เป็นเวลาหลายล้านปีโดยไม่มีการถ่ายเทไปที่อื่น
อะไรเล่าที่จะช่วยระบายพลังงานเหล่านี้ให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม
และเป็นประโยชน์ต่อความมั่นคงของโลกและมวลมนุษย์ ทางออกอย่างหนึ่งคือ
ต้องอาศัยสิ่งมีชีวิตด้วยกันคอยทำหน้าที่นำพลังงานเหล่านี้ไปใช้
พร้อมกับส่งมันออกไปจากผิวโลก ตลอดจนคอยดูแลรักษาพรรณพืช ด้วยการช่วยผสมพันธุ์
กระจายพันธุ์ และคัดเลือกพันธุ์ให้ดำรงอยู่ตลอดไปด้วยวิถีทางธรรมชาติ
สิ่งมีชีวิตนี้ก็คือ “สัตว์ป่า”
โดยธรรมชาติสัตว์ป่าจะกิน ดอก ใบ ผล และลำต้นของพืชในอัตราที่เหมาะสม
เมื่อได้พลังงานจากพืชไป ก็จะใช้ในการสร้างเสริมร่างกายเพียง 10 เปอร์เซ็นต์ ส่วนที่เหลืออีก
90 เปอร์เซ็นต์ ถูกใช้ในการเคลื่อนไหวและหายใจ คือ ถูกเผาผลาญไปจนหมดสิ้น นั่นก็คือ
การส่งพลังงานคืนไปสู่ชั้นของบรรยากาศ กลับไปสู่ต้นกำเนิดนั่นเอง
คงไม่ผิดถ้าเราจะเรียกการที่สัตว์กินพันธุ์พืชต่างๆ
และส่งกลับคืนต้นกำเนิดว่า ความสมดุลทางธรรมชาติ
เราคงไม่สามารถตีค่าความสำคัญของสัตว์ป่าออกมาได้ชัดเจนกว่านี้
ในความเป็นจริงเราคงจะเห็นได้ว่า สัตว์ป่ามีประโยชน์ต่อป่า
และหมายถึงมีประโยชน์ต่อมวลมนุษย์เพียงไร
เราไม่ได้ยกให้สัตว์ป่ามีความสำคัญมากไปกว่ามนุษย์
แต่ทุกชีวิตในโลกนี้ ล้วนมีความสำคัญเท่าเทียมกัน
การทำลายล้างสิ่งใดสิ่งหนึ่งให้หมดไป จะเป็นการเร่งทำลายโลกให้จบสิ้นในเร็ววัน
เราคงไม่อยากให้เป็นเช่นนั้น มิใช่หรือ

